วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

คืนนั้นที่จันทร์เต็มดวง




ชีวิตวัยทำงานเป็นอะไรที่แสนวุ่นวายชวนเวียนหัวอย่างมาก  ทั้งผู้คนมากหน้าหลายตาที่วนเวียนเข้ามาสร้างปัญหาให้ต้องคอยตามแก้อยู่ทุกวี่วัน  ทั้งเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าต่างๆนานาอย่างบิลค่างวดรถ  ค่าน้ำ  ค่าไฟ  ค่าแชร์ที่ประเดประดังเข้ามาพาให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง  จะมีก็แค่คำว่าพักผ่อนเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาทุกสิ่งได้
อพาร์ตเม้นป้าตุ๊กเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับช่วงเวลาอันเหนื่อยหน่ายของโอ  มันเป็นห้องเช่าที่ใกล้กับสถานที่ทำงานของเขามากแค่เดินไม่กี่เมตรก็ถึงทำให้เขาสามารถประหยัดค่าเดินทางไปได้มาก  ทั้งยังราคาถูกและมีห้องที่กว้างขวาง  เวลาที่โอได้เข้ามาในห้อง  เปิดแอร์เย็นๆสักหน่อยแล้วนอนพักมันจึงราวกับว่าเขาได้ขึ้นมาอยู่บนสรวงสวรรค์ชั่วขณะเลยทีเดียว
“เฮ้ยโอ  เย็นนี้ไปตั้งวงกันที่ห้องพี่ป่าว”
“ไม่ล่ะพี่ชาติ  คุณชัยเขาให้งานผมไว้ยังไม่เสร็จเลยพี่”
“พักผ่อนบ้างเหอะไอน้อง  ทำโอเยอะไม่ดีต่อสุขภาพนะเว่ย  ถ้ายังไงเสร็จแล้วตามมาก็ได้  สนุกๆกันหน่อยจะได้หายเครียด”
“งั้นเดี๋ยวขอปั่นงานก่อนนะพี่เดี๋ยวผมตามไป”โอบอกกับรุ่นพี่คนสนิทก่อนจะก้มหน้าก้มตาลงหมกตัวอยู่หน้าคอม  เร่งพิมพ์งานต่อให้เสร็จโดยเร็วหวังว่าจะได้ไปตั้งวงสังสรรค์เฮฮากับเหล่ารุ่นพี่บ้าง
...จะให้งานอะไรมานักหนาวะ  คนนะไม่ใช้หุ่นยนต์...
โอ แอบบ่นในใจกับการกระทำของหัวหน้าที่ตั้งแต่ได้เขามาอยู่ในทีมอย่างเป็นทาง การก็เริ่มจิกหัวใช้เยี่ยงทาสราวกับเป็นลูกเมียน้อยก็ไม่ปาน
แต่ถึงอย่างนั้นโอก็ได้แต่บ่นอยู่ในใจเพราะเขาเป็นเด็กใหม่  เพิ่งจะผ่านโปรมาได้หมาดๆยังไม่อยากแหกปากเรียกร้องความสนใจให้มันมากนักเดี๋ยวจะโดนบีบให้ออกซะก่อน

สามชั่วโมงผ่านไปกับการต้องนั่งพิมพ์งานเรียบเรียงข้อมูลให้เข้ากับเนื้อหาสำหรับไว้นำเสนอ  กว่าจะเสร็จโอก็นั่งบนเก้าอี้จนปวดเมื่อยทั้งหลังทั้งไหล่ไปหมด  ทั้งบริษัทก็เหลือแต่เขาคนเดียวแล้วที่อยู่ในตอนนี้  ความวังเวงจึงเจืออยู่ในบรรยากาสของออฟฟิตชวนให้คนที่เพิ่งรู้ตัวได้ขนลุกซู่
โอรีบเก็บกระเป๋า  ในหัวเขาพาลนึกถึงเรื่องราวที่ป้าแม่บ้านเล่าให้ฟังอย่างช่วยไม่ได้กับเหตุสยองขวัญภายในตึกนี้
เขาว่าตึกนี้เจ้าที่แรงนะคะคุณโอ  โดยเฉพาะชั้น 3 คนชั้นนั้นไม่มีใครเขาอยู่จนมืดหรอกค่ะ  คุณโอก็อย่าเที่ยวขึ้นไปเพ่นพ่านตอนโพล้เพล้นะคะ
ยัง โชคดีที่ออฟฟิตของเขาอยู่ชั้นสองจึงโล่งใจได้เปลาะนึงว่าจะไม่ต้องเดินผ่าน ชั้นอันตรายนั่นแน่ๆแต่ก็ยังต้องใช้บันไดลงมาอยู่ดีซึ่งในตอนนี้ชั้นสามคง ปิดไฟมืดสนิทไปแล้ว  บรรยากาศในตอนนี้คงจะอึมครึมวังเวงมากแน่ๆ
“พี่ชาติยังกินกันอยู่มั้ยวะเนี่ย”เขาเบี่ยงเบนความคิดตัวเองให้หายกลัวพลางหยิบมือถือขึ้นมากดโทรหาหนุ่มรุ่นพี่คนสนิท
ตรู๊ดดด  ตรู๊ดดดด  ตรู๊ดดดด
"ฮัล โหลพี่ชาติ  ยังอยู่กันมั้ยพี่  ฮัลโหลๆ"โอเอ่ยพูดออกไปก่อนเพื่อทำให้รู้สึกเหมือนมีคนคุยด้วยระหว่างที่ขา ทั้งสองค่อยๆก้าวเดินไปยังบันไดด้วยความหวาดกลัว

โอ พยายามทำเป็นสนใจโทรศัพท์ขณะเดินไปยังบันไดทางลงแต่ด้วยความที่ชั้นพักของ บันไดระหว่างขึ้นไปยังชั้นสามเป็นกระจกหน้าต่างบานใหญ่และในคืนนี้แสงจากดวง จันทร์เต็มดวงกำลังสาดส่องลงมาสว่างเฉิดฉายก็ทำให้โอต้องชงักเพราะมันพาเอา เงาอะไรบางอย่างพาดผ่านขั้นบันไดลงมาด้วย

“ฮัลโหล  ฮัลโหลพี่ชาติ  ฮัลโหล!!!

“...เออไอน้องว่างาย”เสียงจากปลายสายดังขึ้น  ดีกรีความเมาส่งผลให้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาอ้อแอ้ไม่ค่อยรู้เรื่องนักแต่ชวนให้ชายหนุ่มใจชื้นไม่น้อย

“ยังอยู่กันมั้ยพี่  ผมเพิ่งเสร็จ”โอพูดไปก็รีบจ้ำอ้าวลงจากตึกแทบจะบินลงมา  ไม่แม้แต่จะหันไปมองเงาอะไรก็ตามจากชั้นพัก

“ช้าไปว่ะไอน้อง  พวกพี่แม่งวงแตกวันเมื่อกี้เอง  พอดีไอ้ต่อเมียมันตามกลับบ้านเลยแยกไปหมดละ  คราวหน้าเว่ย”ชายหนุ่มรุ่นพี่เอ่ยปลอบ  แต่ถึงยังไงตอนนี้โอก็รู้สึกโล่งมากแล้ว  ถึงจะไม่ได้ไปแต่เสียงของรุ่นพี่ก็ยังช่วยให้เขาได้มีเพื่อนคุยพอให้หายกลัวได้

“โอเคพี่  ไว้คราวหลังก็ได้  แค่นี้นะครับ”เขาวางหู  แทบจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่ก้าวพ้นออกมาจากตึกเป็นที่เรียบร้อยสักที



ห้องพักของโอเป็นห้องสี่เหลี่ยมไม่กว้างนัก  มีข้าวของเครื่องใช้วางอยู่พอสมควรไม่ได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่าไหร่นัก  จะมีก็แต่เตียงขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบหนึ่งในสี่ของห้องเท่านั้นที่ดูสะอาดตาและจัดเป็นระเบียบ
โอชอบความเป็นส่วนตัว  หน้าต่างบนหัวนอนของเขามักจะรูดม่านปิดไว้เสมอป้องกันคนจากทางเดิน ข้างนอกมองเข้ามาภายในรวมทั้งปลายเตียงที่เป็นประตูกระจกขนาดใหญ่เขาก็เอา ม่านผืนยาวมาแขวนไว้ด้วยไม่ให้ใครจากตืึกข้างๆแสบสอดส่องด้วยสายตาสู่รู้ เข้ามาได้
"เฮ้อ! เหนื่อยเป็นบ้า"เขาบ่น  แทบจะโยนกระเป๋าทิ้งกับพื้นด้วยอารมณ์หงุดหงิดกับงานและความซวยที่ต้องมาเจอ เรื่องแปลกๆจากออฟฟิต  แม้ใจอยากจะไปดื่มกับรุ่นพี่สักหน่อยเพื่อให้หายเหนื่อยหายกลัวแต่ในเมื่อ ไม่สามารถทำได้ก็คงต้องใช้วิธีพักผ่อนเอนหลังแทน
ชาย หนุ่มจัดการถอดเสื้อผ้าเข้าไปวิ่งผ่านฝักบัวในห้องน้ำลวกๆชั่วครู่ก่อนจะออก มาเช็ดตัวเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำแล้วเอนหลังลงนอนบนเตียงหนานุ่มด้วยความล้า
...วันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน  ถ้าเป็นกลางคืนอย่างนี้ตลอดไปก็คงดีจะได้พักผ่อนให้เต็มที่ไปเลย...
 ลม แอร์เย็นๆพัดพาให้โอรู้สึกผ่อนคลาย  หนังตาของเขาเริ่มจะหนักมากขึ้นเรื่อยๆ  โอตัดสินใจลุกไปปิดไฟให้ห้องกลับมาอยู่ในความมืดอีกครั้งและล้มตัวลงนอนทั้ง ผ้าขนหนูอย่างนั้น  ความมืดกับสายลมเย็นฉ่ำจากแอร์ค่อยๆพาให้เขาเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างง่ายดาย
เขาหลับไปนานเท่าไหร่ไม่อาจจะรู้ได้  รู้เพียงแค่มีเสียงอะไรบางอย่างมาทำให้เขาต้องตื่น  เสียงดนตรีทั้ง  ปี่  ฉาบ  กรับ  โหม่ง  ระนาด  ฆ้อง  ประโคมเบาๆแต่ดังราวกับอยู่ข้างหู  
"อืมมมม"โองัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด  หันไปมองข้างเตียงโดยคิดเพียงว่าคงเป็นอะไรสักอย่างดังมาจากโทรศัพท์  แต่ทุกอย่างกลับเงียบและมืดมิด
โทรศัพท์ของเขาไม่ได้อยู่ข้างตัว  จริงๆเขาเก็บใส่ซองข้างกระเป๋าเป้ไว้ตั้งแต่ที่โทรหาพี่ชาติเสร็จและเป้ก็ถูกโยนไว้ปลายเตียง  แล้วเสียงดนตรีไทยนี้มันดังมาจากไหนล่ะ
ในระหว่างที่เขาเริ่มขนลุกกับเสียงดนตรีไทยที่เงียบหายไปและทำท่าจะก้าวลงจากเตียงไปเปิดไฟห้องให้สว่าง  สายตาของเขาก็ต้องชะงักวูบเมื่อเห็นว่าแสงจันทร์สว่างจ้าลอดผ่านประตูกระจกหลังห้องมากระทบผ้าม่านให้เห็นภาพเงาภายนอกได้รางๆ  แต่มีเงาหนึ่งที่เด่นชัดอยู่กลางม่าน  มันเป็นเงาคล้ายคนแต่งชุดนางรำทรงเครื่องครบครันยืนอยู่โดยให้แสงจันทร์ทำหน้าที่เป็นไฟสปอร์ตไลท์ฉายส่องเข้ามา
โอถึงกับชะงัก  จ้องมองเงานั้นตาไม่กระพริบ  ความตื่นกลัวทำให้ร่างกายเย็นเยือกหนาวสะท้าน  หัวใจในอกเต้นรัวราวกับเสียงกลอง
 เตร้ง  เตรง  เตร่ง  เตร้ง
เสียงดนตรีไทยกลับมาดังอีกครั้งข้างหูเหมือนอยากจะใช้เสียงหัวใจเต้นรัวของโอเป็นเครื่องดำเนินจังหวะ
โอขนลุกซู่  ร่างสั่นสะท้านเมื่อเห็นว่าที่หางตามีใบหน้าขาวๆในชุดนางรำกำลังยืนอยู่ใกล้ชิดติดเตียง
"เตร้ง  เตรง  เตร่ง  เตร้ง"เสียงคลอเพลงดนตรีไทยดังออกมาจากปากใครคนนั้นก่อนที่โอจะสติดับวูบไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด